อะไรจะเกิดขึ้น หากให้อาหารม้ามื้อใหญ่ๆ แค่วันละ 2 มื้อ

หลายต่อหลายครั้งเมื่อเข้าไปตรวจโรคม้า เจ้าของม้าหรือเทรนเนอร์จะพบว่าสัตวแพทย์มักถามถึงเรื่องการให้อาหารว่าให้อย่างไร ปริมาณเท่าไร กี่ครั้งต่อวัน ถามทุกครั้งจนบางครั้งเจ้าของและเทรนเนอร์แทบไม่อยากจะตอบคำถาม

อาจจะเพราะรำคาญหรือคิดว่าเรื่องการให้อาหารนั้นไม่สำคัญ และมักจะตอบว่า "ม้าก็กินแบบนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้วเปลี่ยนไม่ได้หรอก ไม่เกี่ยวกันหรอกหมอ หมอไปตรวจตรงที่ม้าเจ็บเถอะ" และบางคนก็หงุดหงิดใส่หมอด้วย ทั้งๆ ที่สัตวแพทย์พยายามแก้ไขที่สาเหตุของปัญหาให้ ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเป็นบทความนี้ขึ้นมา เพื่อที่จะให้คนที่เลี้ยงม้าทำความเข้าใจว่าเรื่องการให้อาหารมีความสำคัญมากเพียงไร และอะไรจะเกิดขึ้น หากให้อาหารม้ามื้อใหญ่ๆ แค่วันละ 2 มื้อ

1. เกิดภาวะ Post-feeding hypovolemia

เมื่อให้อาหารในปริมาณมากเกินไปใน 1 มื้อ จะส่งผลให้เกิดการดึงน้ำจากร่างกายไปสร้างน้ำย่อย (Pancreatic enzyme) และน้ำลายเป็นจำนวนมากกว่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณน้ำเลือดในเส้นเลือดลดลง (Hypovolemia)

2. เกิดคาร์โบไฮเดรตเกินในลำไส้ใหญ่ (Carbohydrate overload)

เพราะการให้อาหารมื้อใหญ่จะทำให้ลำไส้เล็กบีบตัวและดันอาหารผ่านไปอย่างรวดเร็วมากกว่าปกติ ส่งผลให้การดูดน้ำกลับเข้าสู่ร่างกายของลำไส้เล็กทำได้ลดลง ผลที่ตามคือจะทำให้เกิดอาการแห้งน้ำ (Dehydrate) การย่อยและดูดซึมคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate) โดยลำไส้เล็กทำได้ลดลง คาร์โบไฮเดรตที่เหลือจึงตกไปที่ลำไส้ใหญ่เป็นจำนวนมากเกินที่จะรับไหว (Overload)

3. น้ำเข้าสู่ลำไส้ใหญ่เป็นปริมาณมาก (Rapid fluid shift in Large intestine)

เมื่ออาหารตกสู่ลำไส้ใหญ่ จะทำให้ลำไส้ใหญ่ดึงน้ำเข้ามาเป็นจำนวนมากเพื่อลดความเป็นกรดของอาหารที่เข้ามา และช่วยคลุกเคล้าอาหาร

น้ำที่เข้ามาสู่ลำไส้ใหญ่จะมีปริมาณ 500 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง โดยจะใช้เวลา 6-8 ชั่วโมงในการหลั่ง

เมื่อหลังเสร็จแล้วก็จะใช้เวลาในการดูดกลับในปริมาณ 1200 มิลลิลิตรต่อชั่วโมง ใช้เวลา 4 ชั่วโมง จึงจะดูดกลับหมดพอดี

วงจรดังกล่าวในทางสัตวแพทย์จะเรียกว่า Colonic fermentation cycle ซึ่งม้าที่เลี้ยงในธรรมชาติจะไม่พบวงจรนี้ เพราะม้าจะเล็มหญ้ากินทั้งวัน ไม่ได้รับคาร์โบไฮเดรตจำนวนมากเป็นมื้อเหมือนที่มนุษย์เลี้ยง

สิ่งที่เกิดตามมาจากการเกิด Colonic fermentation cycle คือ หากเราให้อาหาร 2 มื้อเช้าเย็น จะทำให้สมดุลย์ของลำไส้ใหญ่เสียไป เพราะในขณะที่อาหารมื้อที่ 2 ของวันเดินทางไปถึงลำไส้ใหญ่นั้น จะเป็นเวลาเดียวกับที่ลำไส้ใหญ่ดูดน้ำกลับจนหมดพอดี จึงเกิดการอุดตัน (Impaction) ในลำไส้ได้ง่ายขึ้น

Colonic-fermentation-cycle

4. รบกวนภาวะสมดุลย์ของจุลินทรีย์ในลำไส้ (Disruption in Microbial flora)

เมื่อเราให้อาหารมื้อใหญ่ และเกิดคาร์โบไฮเดรตเกินในลำไส้ จะส่งผลให้ลำไส้เป็นกรดมากขึ้น ผนังลำไส้จะถูกทำลาย แบคทีเรียที่ทำหน้าที่เปลี่ยนกรดแลคติก (Lactic Milf Porn
celebrity sex videos
naked celebrities
cartoon porn comics
nude celebrities
celebrity sextapes
anime hentai
celebrity porn movies
sexy milfs
acid) เป็นกรดไขมันระเหยได้ (Volatile fatty acid; VFA) ก็จะตายเพราะสภาพแวดล้อมในลำไส้เป็นกรดมากเกิน ทำให้กรดแลคติกในลำไส้มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะยิ่งทำให้ความเป็นกรดมากขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน (pH ลดลง) เมื่อแบคทีเรียที่ดีตายไปจนหมด จะทำให้แบคทีเรียแกรมลบเจริญเติบโตมากผิดปกติ (Overgrowth) ส่งผลให้ภายในลำไส้มีสารพิษที่เรียกว่า Endotoxin มากขึ้น (Endotoxin มาจากผนังลำไส้แบคทีเรียแกรมลบ)

จากนั้น Endotoxin และกรดที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ในเลือดมีโปรตอน (H+) สูงขึ้น และไปกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ชื่อว่า Mast cell ให้หลั่ง Histamine ซึ่งเป็นสารที่มีผลต่อผนังเส้นเลือด ผลคือทำให้น้ำและโปรตีนต่างๆ เข้าสู่ลำไส้ใหญ่ส่วน Colon มากขึ้น ทำให้ขี้ม้าเหลวขึ้น

 

ผลกระทบอื่นๆ ของ Carbohydrate overload

1. ไข้ลงกีบแบบไม่แสดงอาการ (Subclinical Laminitis)

สารพิษ Endotoxemia ที่เกิดขึ้นเมื่อเราให้คาร์โบไฮเดรตมากเกิน จะเป็นสารที่ไปกระตุ้นให้ร่างกายม้าหลั่งโปรตีนที่ชื่อว่า Metalloprotein ไปกระตุ้นให้เอนไซม์ทำงานและเกิดการย่อยลามินาของกีบม้า ทำให้เลือดมาเลี้ยงที่กีบน้อยลง และเกิดการลอกหลุด และเกิดภาวะไข้ลงกีบในที่สุด โดยความรุนแรงของการเกิดไข้ลงกีบในช่วงแรกจะเป็นแบบไม่แสดงอาการ แต่จะสามารถพบความผิดปกติของกีบม้าได้ เช่นผนังกีบมีลักษณะเป็นริ้วคลื่น ไรกีบอักเสบ ชีพจรที่ข้อแรงขึ้นกว่าปกติ เหล่านี้เป็นอาการแสดงที่มักถูกมองข้ามเสมอ เมื่อสภาพร่างกายม้าทรุดโทรม หรือป่วยจากเหตุอื่นๆ ก็จะทำให้ความรุนแรงของโรคมากขึ้น และแสดงอาการในที่สุด

ด้วยความที่โรคนี้มักแสดงอาการเมื่อม้ามีไข้ ทำให้เข้าใจผิดกันไปว่าเป็นไข้แล้วจึงลงไปที่กีบทำให้กีบเจ็บ แต่ความเป็นจริงม้าไม่จำเป็นต้องมีไข้ ก็เป็นโรคนี้ได้เพราะ โรคนี้เกิดจากการให้อาหารที่ไม่ถูกต้อง

2. แผลในกระเพาะอาหาร (Gastric ulceration)

การให้อาหารที่ทำให้เกิดภาวะคาร์โบไฮเดรตมากเกินไป จะกระตุ้นให้เกิดการหลั่งกรดมากกว่าปกติ เมื่อร่วมกับการให้ยาแก้ปวดอย่างพร่ำเพรื่อที่พบมากในการเลี้ยงม้าของประเทศไทยแล้ว ม้าก็จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นแผลในกระเพาะอาหารสูงมาก นอกจากนี้ในวงการม้าแข่งมักจะให้อาหารหยาบ (หญ้า ฟาง หญ้าแห้ง) ไม่เพียงพอ (ม้าต้องการกินหญ้าตลอดทั้งวัน การกินหญ้าเป็นมื้อไม่ใช่สิ่งเกิดในธรรมชาติของม้าเลย) เมื่อหญ้าไม่พอ น้ำลายที่หลั่งออกมาเมื่อม้าเคี้ยวหญ้าก็ลดลงด้วย ความเป็นกรดในทางเดินอาหารก็จะมากขึ้นเพราะไม่มีน้ำลายไปช่วยลดกรด