การทำงานของระบบทางเดินอาหารของม้า

หลายคนอาจจะคิดว่าม้าก็คล้ายๆ กับวัว น่าจะกินอาหารคล้ายๆ กัน เลี้ยงคล้ายๆ กัน นั่นเป็นความคิดที่ไม่ถูกต้องเท่าไรนัก เพราะระบบทางเดินอาหารของม้ากับวัวนั้นแตกต่างกันอย่างมาก และโภชนการสำหรับม้าก็มีความจำเพาะไม่เหมือนกับสัตว์ชนิดอื่น หากเราไม่เข้าใจธรรมชาติของม้าว่าเป็นอย่างไรแล้ว เราก็คงไม่สามารถเลี้ยงม้าให้มีสุขภาพที่ดีได้จริงๆ คงทำได้แค่เลี้ยงม้าให้อยู่รอดไปวันๆ หรือเลี้ยงม้าด้วยวิธีที่เราคิดว่าดีเท่านั้น

ปาก (Mouth)

ม้าเป็นสัตว์ที่ใช้ปากกินอาหารเหมือนสัตว์ประเภทอื่นๆ แต่ความแตกต่างของมันอยู่ที่วิธีการจับอาหาร เพราะม้าเป็นสัตว์ที่ใช้ริมฝีปากในการจับอาหารไม่ว่าจะเป็นหญ้า หรืออาหารเม็ด (หากไปยืนข้างคอกม้าโดยไม่ระวังตัวก็อาจจะโดนม้าเอาริมฝีปากมาจับเสื้อผ้า หรือผมของเราเล่นพร้อมฝากรอยน้ำลายไว้ให้ชื่นชม)

ฟันม้ามีประโยชน์สำหรับม้าคือใช้ตัดและบดเคี้ยวหญ้า และอาหารให้ละเอียดก่อนที่จะส่งลงไปยังกระเพาะอาหาร แต่สำหรับสัตวแพทย์แล้วฟันม้าสามารถประเมินอายุม้าได้ด้วย ในทางสัตวแพทย์จะมีการเรียกชื่อฟันด้วยระบบที่จำเพาะคือ Triadan system ซึ่งเป็นระบบที่ใช้กันอย่างแพร่หลายที่สุด แต่ในการสื่อสารกับเจ้าของม้า สัตวแพทย์มักจะเรียกชื่อฟันตามชนิดของฟันที่เราคุ้นเคยได้แก่ ฟันตัด ฟันเขี้ยว และฟันกราม เพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจ

ในการเลี้ยงม้าฟันม้าเป็นสิ่งหนึ่งที่เจ้าของม้าจะต้องให้ความสำคัญ lesbian hentai
celebrity porn
naked celebrities
black milf
celebrity porn video
celebrity sextapes
cartoon porn videos
Latina Porn
naked celebrities
เพราะเมื่อม้าอายุมากขึ้น ฟันของม้าจะสึกเนื่องจากการเคี้ยว และฟันจะคมขึ้นถึงขั้นบาดกระพุ้งแก้ม และลิ้นได้ ซึ่งจะส่งผลให้ม้าไม่อยากกินอาหารเนื่องจากความเจ็บปวด อาจเคี้ยวหญ้าแล้วคายออกมา ม้าจะไม่ค่อยเชื่อฟังคำสั่งของคนขี่เนื่องจากการใส่บังเหียน และเหล็กปากจะทำให้ม้าเจ็บเนื่องจากฟันบาดกระพุ้งแก้ม และลิ้น ด้วยเหตุนี้จึงควรให้สัตวแพทย์ตรวจความคมของฟันม้า และตะไบฟันเพื่อลดความคมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง

 

หลอดอาหาร (Esophagus)

หลอดอาหารของม้าจะอยู่ด้านซ้ายของลำคอ มีความยาวตลอดลำคอของม้า มีหน้าที่ในการลำเลียงอาหารจากปากลงไปยังกระเพาะอาหาร โรคที่เกิดกับหลอดอาหารที่สามารถพบได้คืออาการ Choke เป็นอาการที่มีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปติดคอ ซึ่งสิ่งแปลกปลอมนั้นอาจเป็นอะไรก็ได้ ที่พบได้บ่อยคือการให้ของขวัญม้าโดยให้แอปเปิ้ล หรือแครอทที่ชิ้นใหญ่จนเกินไป เมื่อสงสัยว่าม้าอาจจะมีอาการ Choke ควรให้สัตวแพทย์เข้าทำการตรวจและรักษาทันที เพราะหากปล่อยไว้ม้าจะไม่สามารถกินน้ำกินอาหารได้ ทำให้สภาพร่างกายม้าทรุดโทรมลงอย่างรวดเร็ว และเสียดท้องตามมาได้

 

กระเพาะอาหาร (Stomach)

ม้าจัดเป็นสัตว์ที่มีกระเพาะเดี่ยว (Single stomach) ซึ่งแตกต่างจากวัวที่มีกระเพาะโดยสิ้นเชิง (วัวมีกระเพาะอาหารขนาดใหญ่มาก และแบ่งออกเป็นหลายห้อง หรือที่เรียกกันว่าสี่กระเพาะ) ถ้าเทียบขนาดตัวของม้ากับกระเพาะอาหารจะพบว่าม้าเป็นสัตว์ที่มีกระเพาะอาหารขนาดเล็กมาก (ม้าเล็ก 8-10 ลิตร, ม้าใหญ่ 16-20 ลิตร) ด้วยเหตุนี้การให้อาหารในม้าจึงมีความจำเป็นต้องให้อาหารครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง

ลักษณะทางกายวิภาคของกระเพาะอาหารม้าบริเวณช่วงต่อจากหลอดอาหารจะเป็นรูปตัว J ส่งผลให้ม้าไม่สามารถอาเจียนได้ การขยับตัวของกระเพาะอาหารจะช่วยให้อาหารที่เข้ามาเป็นก้อนๆ กระจายตัวออก และง่ายต่อการย่อยมากขึ้น

กระเพาะอาหารจะหลั่ง Gastric acid และ Pepsinogen เพื่อใช้ในการย่อยโปรตีน (Protein) นอกจากการย่อยแล้วกระเพาะอาหารก็มีการหมักคาร์โบไฮเดรต (Carbohydrate; CHO) ซึ่งจะได้ผลผลิตเป็นกรดแลคติก (Lactic acid) เนื่องจากในกระเพาะอาหารมีแต่แบคทีเรียที่ผลิตกรดแลคติกเท่านั้น ซึ่งร่างกายจะนำไปใช้ในการสร้างเซลล์ผนังกระเพาะอาหาร

กระเพาะอาหารมีการสร้างเมือกเคลือบกระเพาะ (Mucous secretion) และสารที่มีฤทธิ์เป็นด่าง (HCO3-) เพื่อช่วยในการป้องกันน้ำย่อยไม่ให้ย่อยตัวผนังกระเพาะอาหารเอง โดยการสร้างระบบป้องกันผนังกระเพาะเหล่านี้จะถูกกระตุ้นให้สร้างด้วยสารเคมีในร่างกายที่ชื่อว่า Prostaglandin E การให้ยาที่ไปยับยั้งการทำงานของ Prostaglandin E ก็จะส่งผลให้ระบบที่ป้องกันผนังกระเพาะอาหารทำงานได้ลดลง และเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ในที่สุด (ยาที่ยับยั้ง Prostaglandin E ได้แก่ Phenylbutazole, Dexamethasone, Flunixin meglumin, Prednisolone เป็นต้น) นอกจากนี้กระเพาะอาหารก็มีไบคาร์บอเนต (HCO3-) ที่เป็นองค์ประกอบในน้ำลายมาช่วยลดความเป็นกรดด้วย

อาหารที่กินเข้าไปจะใช้เวลาในกระเพาะอาหารประมาณ 30 นาทีก็จะถูกเคลื่อนที่ไปสู่ลำไส้เล็กต่อไป

 

ลำไส้เล็ก (Small Intestine)

ลำไส้เล็กมีความยาว 19 ? 30 เมตร ขึ้นอยู่กับขนาดม้า มีหน้าที่ย่อยและดูดซึมคาร์โบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ลำไส้เล็กจะมีการหลั่งน้ำย่อยที่เรียกว่า Pancreatic enzyme ปริมาณมากถึง 10-12 ลิตรต่อวันต่อน้ำหนักม้า 100 กิโลกรัม (ม้าน้ำหนัก 400 กิโลกรัมก็จะหลั่งน้ำย่อยชนิดนี้มากถึงวันละ 40-50 ลิตร!!!) คาร์โบไฮเรต และโปรตีนจะถูกย่อยที่ลำไส้เล็ก และไปดูดซึมที่ลำไส้ใหญ่ (การย่อยในส่วนนี้จะสามารถทำได้ 50% ของอาหารที่กินเข้าไป ส่วนไขมันจะสามารถถูกย่อยและดูดซึมที่ลำไส้เล้กได้ทันที)

การให้อาหารมื้อใหญ่จะส่งผลให้ประสิทธิภาพในการย่อยทำได้ลดลง เพราะอาหารที่มีปริมาณมากจะถูกดันผ่านลำไส้เล็กเร็วกว่าปกติ คาร์โบไฮเดรตก็จะตกสู่ลำไส้ใหญ่ และลำไส้เล็กจะไม่สามารถดูดซึมน้ำย่อยที่หลั่งออกมากลับไปใช้ได้ทัน ส่งผลให้ม้าเกิดภาวะแห้งน้ำ (Dehydrate)

 

ลำไส้ใหญ่ (Large intestine)

ลำไส้ใหญ่จะไม่มีการย่อย ไม่มีการหลั่งเอนไซม์ ใช้จุลินทรีย์ในการย่อยและช่วยดูดซึมคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และผลิตผลที่ได้จากการย่อยจากลำไส้เล็กต่างๆ กระบวนการหลักที่เกิดขึ้นในลำใส้ใหญ่คือการหมักคาร์โบไฮเดรต (อาหารเม็ดที่เหลือจากลำไส้เล็ก หญ้า ฟาง) ผลผลิตที่ได้จากการหมักนี้จะเป็นกรดไขมันระเหยได้ (Volatile Fatty Acid; VFA) เป็นหลัก และเกิดกรดแลคติก (Lactic acid) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น และกรดแลคติกที่เกิดขึ้นก็จะโดนแบคทีเรียเปลี่ยนไปเป็น VFA ในที่สุด เพราะกรดแลคติกไม่สามารถถูกดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ แตกต่างกับ VFA ที่สามารถดูดซึมได้เร็ว และนำไปใช้ได้ แต่อย่างไรก็ตามการให้อาหารมื้อใหญ่ ก็จะส่งผลให้ VFA ดูดซึมไม่ทันทำให้ความเป็นกรดในลำไส้เพิ่มขึ้น (pH ลดลง) ก็จะทำให้ภาวะสมดุลย์ของลำไส้สูญเสียไป

การดูดซึมโปรตีนในม้านั้นทำได้ค่อนข้างจำกัด ม้ามีความต้องการโปรตีนในอาหารเพียง 10-11% เท่านั้น โปรตีนที่ถูกย่อยสุดท้ายจะกลายเป็นแอมโมเนีย (NH3) ในที่สุด ซึ่งหากมีโปรตีนในอาหารจำนวนมากเกินไปก็จะส่งผลให้ม้าไม่สามารถดูดซึมได้หมด เหลือเป็นแอมโมเนียออกมากับขี้ม้า และกลิ่นแอมโมเนียก็เป็นผลเสียกับม้า โดยจะระคายเคืองทางเดินหายใจ ทำให้ม้าเครียด และมึนหัวจากการสูดดม