โรคติดต่อที่สำคัญของม้าในประเทศไทย

management1

 

โรคติดต่อใดบ้างที่มีความสำคัญ แต่ละโรคมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด รักษาได้หรือไม่ และเราจะป้องกันได้อย่างไร


โรคโลหิตจางติดต่อในม้า (Equine Infectious Anemia: EIA)

โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสที่เรียกว่า Equine Infectious Anemia virus เป็นโรคที่ไม่มีวัคซีน หากเป็นแล้วไม่สามารถรักษาได้

ระยะของโรคนี้มี 2 ระยะด้วยกันคือ

1. Acute phase (ระยะเฉียบพลัน)

ระยะเฉียบพลันม้าจะตายภายในเวลาไม่กี่วัน (Sudden death) โดยอาการป่วยจะไม่มีอาการโดดเด่น สิ่งที่ตรวจพบคือม้ามีไข้สูง อัตราการเต้นของหัวใจและอัตราการหายใจสูง เยื่อเมือกมีสีซีด (Pale mucous membrane) ตรวจเลือดจะพบภาวะโลหิตจาง (Anemia) ระยะนี้เมื่อตรวจเลือดมักได้ผลลบเนื่องจากร่างกายจะใช้เวลา 30-45 วันในการสร้างแอนติบอดี้ (Antibody) ต่อเชื้อไวรัส

2. Chronic phase (ระยะเรื้อรัง)

ในกรณีที่ม้าติดโรคและแสดงอาการในระยะเฉียบพลันแต่ไม่ตาย และมีชีวิตรอดมากเกิน 1 ปี ม้าตัวนั้นจะเป็นพาหะไปตลอดชีวิต โดยเรียกว่าเป็นพาหะนำโรค (Inapparent carriers) หมายความว่าในตัวม้ามีเชื้อ EIA แต่ไม่แสดงอาการของโรคเลย สามารถแพร่เชื้อได้เมื่อภูมิคุ้มกันของร่างกายตก และพบว่าม้าที่เป็นโรคนี้มักจะเป็นแบบนี้เป็นจำนวนมาก เมื่อตรวจเลือดจะได้ผลบวก

 

การติดต่อของโรคโลหิตจางติดต่อ (EIA)

เชื้อติดต่อผ่านทางเลือดโดยผ่านสื่อกลางต่างๆ อาทิเช่น ยุง เหลือบ แมลงวันคอก หรืออาจติดจากเครื่องมือก็ได้เช่น ตะไบฟัน หรือเข็มฉีดยา เชื้อไวรัสสามารถอยู่นอกตัวสัตว์ได้แค่ 30-40 นาทีเท่านั้น 

การตรวจโรคโลหิตจางติดต่อ (EIA)

การตรวจโรคนี้สามารถตรวจได้ทั้งแอนติบอดี้ (Antibody) และแอนติเจน (Antigen) วิธีที่ดีที่สุดที่เป็นที่ยอมรับ (Gold standard) คือ Coggin?s test ซึ่งใช้หลักการตรวจหาแอนติบอดี้ต่อเชื้อ ด้วยวิธี Agar Gel Immunodiffusion (AGID) แอนติบอดี้ที่ตอบสนองต่อเชื้อ EIA จะใช้เวลาสร้างที่ 30-45 วัน

1.กรณีผลตรวจเป็นบวกทางห้องปฏิบัติการจะตรวจเลือดซ้ำเพื่อยืนยันผลก่อนรายงานเจ้าของม้า และกรมปศุสัตว์

2. กรณีผลตรวจเป็นบวกแต่ไม่ชัดเจน (Weak positive) เจ้าของจะต้องส่งเลือดตรวจซ้ำอีกครั้งใน 3-4 สัปดาห์หลังจากครั้งแรก และควรส่งเลือดตรวจที่ห้องปฏิบัติการอื่นอีกอย่างน้อย 2 ที่ ในช่วงที่ยังไม่ทราบผลที่ชัดเจนจะต้องกักโรคม้าไว้ โดยห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานเดียวกันในการตรวจโรคโลหิตจางติดต่อมีดังนี้

      • โรงพยาบาลม้าโคราช สำนักงานกรุงเทพฯ อ่อนนุช 7/1 (โรงพยาบาลสวนสัตว์)
      • คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล วิทยาเขตศาลายา
      • คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน
      • คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

การตรวจแล้วได้ผล Weak positive จะพบได้ในกรณีที่ม้าเพิ่งได้รับเชื้อมาใหม่ๆ ทำให้แอนติบอดี้ยังสร้างไม่ถึงในระดับที่สามารถตรวจได้ชัดเจน (ใช้เวลาสร้าง 30-45 วันหลังจากรับเชื้อ)

 

การป้องกันโรคโลหิตจางติดต่อ (EIA)

 เมื่อพิจารณาจากการติดต่อของโรคแล้วจะสามารถทราบแนวทางการป้องกันโรคได้ดังนี้

  • แยกสัตว์ที่ต้องสงสัยออกไปจากม้าตัวอื่นมากกว่าระยะที่เหลือบสามารถบินถึง คือมากกว่า 200 เมตร
  • ก่อนนำสัตว์เข้าคอกหรือฟาร์มควรกักบริเวณและตรวจเลือดก่อนนำเข้าฟาร์มทุกครั้ง และหากพบว่าผลเลือดไม่แน่ชัดให้ตรวจซ้ำจนกว่าจะมั่นใจได้ว่าม้าตัวที่จะนำเข้าไม่ได้เป็นโรคนี้
  • ควรปรับปรุงการจัดการเพื่อลดความเสี่ยงที่ม้าจะเจอกับแมลงนำโรค
  • ควรตรวจเลือดม้าทั้งหมดในคอกอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
  • ผลเลือดจะมีผล ณ เวลาที่เจาะเลือดม้าเท่านั้น สามารถใช้ได้ต่อเนื่องในกรณีที่ไม่มีการเคลื่อนย้ายม้าเข้า-ออกเท่านั้น เพราะหากมีการเคลื่อนย้ายม้า ม้าก็มีโอกาสติดเชื้อจากม้าตัวอื่น หรือแมลงนำโรคในบริเวณอื่นได้

 

หากแม่ม้าที่เป็น EIA ลูกม้าที่เกิดจากแม่ตัวนั้นจะเป็น EIA ด้วยหรือไม่

ลูกม้าที่เกิดจากแม่ที่เป็น EIA ไม่ว่าลูกม้าจะเป็น EIA หรือไม่ก็ตาม เมื่อตรวจเลือดจะพบว่าได้ผลเลือดเป็นบวกจนลูกม้าอายุ 6 เดือน เพราะลูกม้าจะได้รับแอนติบอดี้ต่อเชื้อ EIA ผ่านทางนมน้ำเหลืองมาด้วย แต่เชื้อนี้ไม่ติดต่อผ่านทางรก และผ่านทางน้ำนมแต่อย่างใด ดังนั้นในกรณีที่แม่ม้าเป็น EIA ลูกม้าจะไม่เป็นด้วยหากเราแยกลูกม้าออกมาก่อนที่ลูกม้าจะโดนถ่ายทอดเชื้อโดยผ่านทางแมลงนำโรค แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงว่าลูกม้าอาจจะติดโรคจากเครื่องมือ หรือเลือดของแม่ที่ออกมาระหว่างที่คลอดก็เป็นได้


 

โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (Japanese encephalitis: JE)

โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสในตระกูล Flavivirus มีม้าและคนเป็นโฮสต์สุดท้าย (Dead end host) คือถ้าเป็นแล้วจะไม่ถ่ายทอดให้กับสัตว์ตัวอื่นที่อยู่ข้างเคียง (No lateral transmission)

อาการของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (JE)

 

ม้าที่ได้รับเชื้อ JE จะแสดงอาการทางระบบประสาทเป็นหลัก โดยเชื้อจะเข้าไปโจมตีที่ระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ม้าปวดศีรษะอย่างรุนแรงและเอาหัวกระแทกกับผนังคอก (Head pressing) และในม้าบางตัวจะตาบอด (Blindness) ด้วย

การติดต่อของโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (JE)

 

โรคนี้จะไม่ติดต่อจากม้าตัวที่เป็นไปยังตัวข้างเคียง คือเป็นแล้วก็จะแสดงอาการของโรค และป่วยอยู่แค่ตัวที่ได้รับเชื้อจากพาหะเท่านั้น พาหะนำโรคในที่นี้ได้แก่ หมู ค้างคาว และนกน้ำ เป็นต้น โดยเชื้อจะติดต่อในพาหะโดยยุง และม้าจะรับเชื้อจากพาหะโดยตรง หรือผ่านจากยุงที่ไปกัดพาหะแล้วไปกัดม้า (แต่ถ้ายุงกัดม้าที่เป็นโรคนี้ แล้วไปกัดม้าอีกตัวนึง จะไม่เกิดการติดต่อ เพราะม้าเป็นโฮสต์สุดท้ายที่เรียกว่า Dead end host)

การตรวจโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (JE)

 

วิธีที่ดีที่สุดในการตรวจโรคนี้คือวิธี Polymerase chain reaction; PCR โดยตรวจจากน้ำไขสันหลัง (Cerebrospinal fluid: CSF) และควรส่งห้องปฏิบัติการทางสัตวแพทย์โดยเฉพาะ เพราะหากส่งตรวจ JE ในห้องปฏิบัติการสำหรับคน ทางห้องปฏิบัติการคนจะตรวจแค่ว่าเป็นเชื้อในกลุ่ม Flavivisus หรือไม่เท่านั้น แต่ไม่ได้ตรวจจำเพาะเจาะจงว่าเป็นเชื้อ Japanese encephalitis ผลตรวจจากห้องปฏิบัติการคนจึงมักออกมาเป็นผลบวกปลอมที่เรียกว่า False positive คือตรวจแล้วได้ผลบวก แต่เชื้อที่พบนั้นอาจไม่ใช่ Japanese encephalitis ก็ได้ จึงไม่มีความน่าเชื่อถือ ควรส่งห้องปฏิบัติการทางสัตวแพทย์เท่านั้น

การป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ (JE)

การป้องกันโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบที่ดีที่สุดคือการทำวัคซีน และลดพาหะนำโรคต่างๆ 


 โรคเซอร่า (Surra; Trypanosomiasis)

 โรคเซอร่าเป็นโรคที่เกิดจากพยาธิในเลือดที่ชื่อว่า Trypanosoma evansi เป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายได้ และสามารถให้ยาป้องกันได้ พยาธิในเลือดกลุ่ม Trypanosome สามารถพบในได้สัตว์ชนิดอื่นเช่น โค กระบือ แต่บางครั้งโค กระบือที่ติดเชื้อนี้ก็ไม่แสดงอาการ celebrity porn
celebrity sextapes
real celebrity porn
gay hentai
celebrity sex tapes
naked celebrities
milfporn
animated porn
Porn Stars
เพราะว่าทนต่อเชื้อนี้มากกว่าม้า

อาการของโรคเซอร่า

ม้าจะมีไข้สูง ผอมลง (Weight loss) เยื่อตาจะอักเสบบวมแดง (Conjunctivitis) กระจกตาอักเสบ (Keratitis) และมักพบว่ามีอาการบวมที่ส่วนล่างของร่างกาย (Ventral edema) บริเวณใต้ท้อง อัณฑะ และขาทั้งสี่ข้าง

  • ในรายที่เป็นแบบเฉียบพลัน ม้าจะตายภายใน 2 สัปดาห์ หากไม่ได้รับการรักษา
  • ในรายที่เป็นแบบเรื้อรัง ม้าจะตายภายใน 2 เดือน หากไม่ได้รับการรักษา

การติดต่อของโรคเซอร่า

 

โรคนี้นำโรคโดยตัวเหลือบ (Tabanus) โดยการกัดสัตว์ที่มีพยาธิในเลือด แล้วไปกัดสัตว์อีกตัวหนึ่ง โรคนี้มักจะเกิดมากในฤดูกาลที่มีเหลือบมาก (แต่เมืองไทยพบเหลือบได้ตลอดทั้งปี)

การตรวจโรคเซอร่า

  • โรคนี้ตรวจด้วยการทำ Buffy coat smear เพื่อตรวจหาตัวเชื้อภายใต้กล้องจุลทรรศน์โดยตรง
  • การส่งตรวจเลือดให้เจาะเลือดใส่ในหลอดเก็บเลือดสีม่วง (EDTA tube) แล้วผสมเลือดให้เข้ากับสารกันเลือดแข็งตัวโดยการพลิกหลอดกลับหัว 2-3 ครั้ง แล้วแช่ในน้ำแข็งที่อุณหภูมิประมาณ 4 องศาเซลเซียส แล้วส่งห้องปฏิบัติการ

 

การป้องกันโรคเซอร่า

โรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยการจัดการที่มีประสิทธิภาพ ไม่เลี้ยงม้าร่วมกับสัตว์อื่นที่มีความเสี่ยงต่อโรคนี้ หรือหากเลี้ยงรวมกับโค กระบือ ก็ควรมีการเจาะเลือดตรวจพยาธิในโค กระบือด้วย

มียาที่สามารถฉีดเพื่อรักษาและป้องกันโรคนี้ได้

 

การรักษาโรคเซอร่า

  • เดิมทีมีการใช้ Berenil เพื่อรักษาโรคเซอร่าในม้า แต่พบว่าไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควร และพบว่าม้ามีอาการแพ้ยานี้
  • ปัจจุบันการรักษาและป้องกันโรคนี้จะใช้ Quinapyramine sulphate (Triquin, Antrycide Prosalt) และควรอยู่ภายใต้การควบคุมและแนะนำของสัตวแพทย์ เพราะการฉีดในสัตว์ที่อ่อนแออาจเกิดผลข้างเคียงได้